ใครไม่อาย แต่ผมอาย วลีเด็ดที่แฟนบอลมักกล่าวถึง ยามที่ทีมชาติไทยล้มเหลว 

  • By admin admin
  • กรกฎาคม 16, 2021
  • 0
  • 103 Views
ใครไม่อาย แต่ผมอาย วลีเด็ดที่แฟนบอลมักกล่าวถึง ยามที่ทีมชาติไทยล้มเหลว 

ใครไม่อาย แต่ผมอาย วลีเด็ดที่แฟนบอลมักกล่าวถึง ยามที่ทีมชาติไทยล้มเหลว 

ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ในตอนนั้น ทีมชาติไทย ต้องลงแข่งขันรอบ 12 ทีมสุดท้าย นัดที่ 6 ด้วยการออกไปเยือน ทีมชาติญี่ปุ่น ก่อนจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทัพช้างศึก 4-0 ซึ่งหลังเกมมีการสัมภาษณ์ พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ถึงผลงานที่เกิดขึ้น จนมีอยู่ประโยคหนึ่งที่กลายเป็นวลีว่า “ทีมชาติไทยแพ้ ใครไม่อาย แต่ผมอาย” ซึ่งวลีที่ว่ามานี้ได้ถูกกล่าวถึงเสมอยามที่ทีมชาติไทย มีผลงานที่ล้มเหลว ถึงกระนั้นในวันนี้เราจะมาคลายปมทุกอย่าง เพื่อหาต้นตอและมูลเหตุ ก่อนที่วลีดังกล่าวจะถูกพูดออกมา

หากใครจำกันได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างนายกสมาคมฟุตบอล คนเก่าอย่าง วรวีร์ มะกูดี กับผู้ที่มาใหม่อย่าง สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่มาใหม่มาพร้อมกับระบบการจัดการใหม่ที่ดูจะขัดทางกับ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่เอาบริษัทของตนเข้ามาทำงานกับสมาคมชุกเก่า ทำให้เกิดความแคลงใจเล็กๆระหว่างกัน อาทิ ภรรยาของซิโก้ โพสต์ว่าสามีต้องนั่งแท็กซี่ไปคุมซ้อมทีมชาติ จนสมาคมฟุตบอลต้องออกมาแก้ข่าวว่ามีรถมารอรับ แต่โค้ชไม่ประสงค์จะขึ้นเอง จากนั้นกระแสการปลดซิโก้ ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น กับผลงานในศึกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีม ที่ลงแข่งไป 5 นัด (ก่อนเจอญี่ปุ่น) มีเพียงแต้มเดียว อีกทั้ง ซิโก้ ยังถูกวิจารณ์ ว่าในเมื่อผลงานไม่ค่อยดี นักเตะชุดเดิมไม่ตอบโจทย์ ทำไมไม่ตระเวนไปดูทีมในลีกแข่งเพื่อหานักเตะมาเสริมทีม การดูฟอร์มนักเตะจากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์อย่างเดียว ไม่มีโค้ชที่ไหนเขาทำกัน สุดท้าย ซิโก้ จึงลดทานกระแสด้วยการไปนั่งดูเกมที่สนามแพท สเตดี้ยม ของ การท่าเรือ เอฟซี

วาระสุดท้ายของ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กับ ทีมชาติไทย เกิดขึ้นก่อนเกมที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวว่า “จะปลดโค้ช หรือนักเตะ ก็แล้วแต่สมาคม” ซึ่งหากดูกันลึกๆ นี่เปรียบเสมือนเป็นการโยนความกดดันให้สมาคมฟุตบอล ทำให้หลังเกมที่แพ้ขุนพลแดนปลาดิบ 4-0 นายกสมาคมฟุตบอลจึงออกมาสัมภาษณ์แบบไม่สบอารมณ์ พร้อมกับพูดหลายประโยคที่ต่อมาเป็นวลีสำคัญว่า “ทีมชาติไทยแพ้ ใครไม่อาย แต่ผมอาย” “ทีมชาติไทย คว้าแต่แชมป์อาเซียนอย่างเดียว จะเอาอย่างนั้นหรือ เราอยากจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ ” หรือ “ถ้าผลงานของทีมชาติไทย ได้แค่นี้ ผมขอลาออกดีกว่า” ซึ่งในภายหลังเมื่อ ซิโก้ เดินทางถึงประเทศไทย ก็ประกาศลาออกจากการเป็นโค้ชทีมชาติไทยทันที

ใครไม่อาย แต่ผมอาย วลีเด็ดที่แฟนบอลมักกล่าวถึง ยามที่ทีมชาติไทยล้มเหลว 

นับจากที่ทั้ง 2 ขั้วอำนาจแยกทางกัน สมาคมฟุตบอล เลือกดึงโค้ชต่างชาติเข้ามาทำงาน ซึ่งในช่วงแรกเหมือนจะดี แต่เมื่อนานๆไปเหมือนไม่ถูกจริตนักเตะไทย จนต้องเปลี่ยนเป็นโค้ชไทยและญี่ปุ่น ตามลำดับ แต่ผลงานก็ยังไม่ดีขึ้น ส่วน ซิโก้ ว่างงานอยู่นาน ก่อนจะได้รับการทาบทามจาก การท่าเรือ เอฟซี แต่ก็คุมได้เพียง 10 นัด เพราะผลงานย่ำแย่ จากนั้นก็เว้นว่างเกือบ 2 ปี กระทั่ง ฮองอันห์ยาลาย ติดต่อให้ไปคุมทีมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

หากดูจากตามหน้าสื่อ ก็คงกล่าวได้ว่าทั้ง 2 ฝ่าย ต่างมีจุดที่ต้องตำหนิ เริ่มจาก นายกสมาคมฟุตบอล ที่อาจเกิดความไม่พอใจสะสม เลยกล่าวออกมาแบบไม่ได้ไตร่ตรองนัก จนสุดท้ายประโยคเหล่านั้นกลับมาทิ่มแทงตัวเอง ส่วน ซิโก้ ต้องมีวุฒิภาวะในการแสดงออกและให้สัมภาษณ์ ที่ไม่ควรไปกระทบกับสมาคมฟุตบอล ฉะนั้นวลีดังกล่าว อาจตำหนินายกสมาคมฟุตบอลได้ที่กล่าวโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ส่วนแฟนบอลก็ควรอยู่กับปัจจุบันและวิจารณ์สิ่งที่เห็นตรงหน้า มิใช่ผลงานไม่ดี ก็ย้อนกลับไปเอาคำพูดนั่นมาขึ้นมาประเด็น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อะไร

 

ใครไม่อาย แต่ผมอาย วลีเด็ดที่แฟนบอลมักกล่าวถึง ยามที่ทีมชาติไทยล้มเหลว 

#ข่าวกีฬา

# ข่าวสารmotorsport

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *